กกพ. เตรียมจ่ายเงินประกันมิเตอร์ไฟฟ้าแก่ลูกค้าชั้นดี จ่ายค่าไฟต่อเนื่อง 1 ปี พร้อมขอปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าฐานที่ใช้ตั้งแต่ปี 2558-2562 จนถึงปี 2563
นายชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กกพ.ได้เสนอกระทรวงพลังงานขอแก้ไขโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าฐานที่ใช้ตั้งแต่ปี 2558-2562 จนถึงปี 2563 ซึ่งคาดว่าจะนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เดือนธันวาคมนี้ พบว่าโครงสร้างเงินที่มีอยู่นั้น มีผลดีในด้านการตลาดการลงทุนที่ไม่ได้เป็นไปตามแผน (Call Back) ทุก 4 เดือนตามต้นทุนการผลิตไฟฟ้าไม่มีการ เปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ต้นปี 2562 จนถึงงวดล่าสุด ( ม.ค. - เม.ย. 63) รวม 16 เดือนคิดเป็นมูลค่า 18,789 ล้านบาทที่สามารถลดภาระรายจ่ายให้ ประชาชนได้

น.ส.นฤภัทร์ อมรโฆษิต เลขาธิการสำนักงานคณะกรรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า สำนักงาน กกพ.ได้หารือกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อคืนเงินประกันการใช้ไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย (บ้านที่อยู่อาศัยและกิจการขนาดเล็ก) ตามมาตรฐานสัญญาให้บริการผู้ไช้ไฟรายย่อยที่มีผลบังคับใช้เมื่อปี 2559 โดยเดิมก่อนหน้านี้เห็นชอบร่วมกันจะจ่ายเฉพาะอัตราดอกเบี้ยทุก 5 ปี เริ่มคำนวณปี 2558-2562 เริ่มจ่ายปี 2563 โดยคิดในอัตราดอกเบี้ยออมทรัพย์ธนาคารกรุงไทย ซึ่งพบว่าแต่ละรายจะได้คืนอัตราต่ำมาก เช่น 20 บาท จึงเห็นชอบว่าควรจะคืนเงินประกันสำหรับผู้ที่จ่ายค่าไฟต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี หรือลูกค้าชั้นดี โดยเตรียมเสนอเรื่องนี้ให้กับ กกพ.พิจารณาดำเนินการต่อไป อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะยื่นใช้ไฟใหม่ก็จะต้องจ่ายเงินค่าประกันการใช้ไฟเช่นเดิม

ทั้งนี้ ผู้ใช้ไฟฟ้าภาคประชาชนของ กฟน. และ กฟภ. ติดมิเตอร์ประมาณ 22 ล้านราย คิดเป็นวงเงินรวมประมาณ 20,000 ล้านบาท และปกติเมื่อมีการขอใช้ไฟกับการไฟฟ้าจะต้องวางเงินค่าประกันการใช้ไฟ 2,000-4,000 บาท/ราย ส่วนรายใหญ่ที่เป็นภาคอุตสาหกรรมนั้น การวางเงินประกันในรูปแบบอื่นๆ เช่น แบงก์การันตี จึงไม่เป็นปัญหาอะไร

ส่วนกรณีราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในเกณฑ์ต่ำปี 2562 จะมีผลต่อทิศทางค่าไฟตลอดปี 2563 มากน้อยเพียงใดนั้น ยังคงต้องติดตามต่อไปว่าจะมีผลสะท้อนมายังราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งเบื้องต้นมีทิศทางขาลงเล็กน้อย แต่ยังต้องคำนึงถึงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทและการใช้ไฟฟ้าภาพรวมด้วย เพราะหากการส่งออกได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ก็ทำให้ปริมาณใช้ไฟฟ้าต่อหน่วยลดลงย่อมมีผลต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าต่อหน่วยเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ค่าไฟฟ้างวดแรก (ม.ค.-เม.ย.63) กกพ. ได้ประกาศตรึงค่าเอฟที หรือค่าไฟฟ้าอัตโนมัตไปแล้ว ต่อเนื่องจากกการตรึงค่าไฟฟ้าตลอดทั้งปี 2562 และ กกพ. เสนอใช้โครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานเดิมออกไปอีก 1 ปี หลังพบข้อดีทำให้สามารถดึงเงินที่ลงทุนไม่เป็นไปตามแผนของ 3 การไฟฟ้า (call back) ดูแลค่าไฟประชาชนจนสามารถตรึงค่าเอฟทีตลอด 16 เดือนต่อเนื่องจนถึงงวดล่าสุด (ม.ค.-เม.ย.63) คิดเป็นมูลค่ากว่า 18,000 ล้านบาท โดยเตรียมปรับค่าไฟฐานใหม่เริ่มปี 2564

นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนป้องกันการสะสมพลังงาน 2561-2564 การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรองรับการใช้ทรัพยากรของประเทศเป็นอย่างมากและสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปโดยใช้งบประมาณงบประมาณตามแผน 5,000 ล้านบาท หรือเงินปีละ 1,000 ล้านบาทในการดำเนินงาน

cr.https://www.bangkokbiznews.com/news/

แก้ไขล่าสุด ( วันจันทร์ที่ 02 ธันวาคม 2019 เวลา 06:50 น. )