บีโอไอดันธุรกิจไทยลุยต่างประเทศ ปักธงกลุ่ม CLMV และอินโดนีเซีย ระบุ ปากีสถาน-บังคลาเทศ
อ้าแขนรับลงทุน พลังงานทดแทน และเกษตรแปรรูปเทรนด์มาแรง

น.ส.รัตนวิมล นารี สุกรีเขต นักวิชาการส่งเสริมการลงทุนระดับชำนาญการพิเศษ กองส่งเสริม
การลงทุนไทยในต่างประเทศสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) เปิดเผยว่า
ในปี 2563 แผนการส่งเสริมการลงทุนไทยในต่างประเทศ ยังคงให้ความสำคัญกับการลงทุนในกลุ่ม
ประเทศ CLMV(กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม)และเพิ่มอินโดนีเซีย หรือ CLMVI ขณะเดียวกัน
ในปีนี้จะให้ความสำคัญกับกลุ่มประเทศเอเชียใต้ ได้แก่ ศรีลังกา อินเดีย ปากีสถาน และบังคลาเทศ
เนื่องจากนักลงทุนเริ่มให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้น

สำหรับเอเชียใต้ โดยเฉพาะปากีสถานและบังคลาเทศ จากเดิมที่กลุ่มอุตสาหกรรมสิ่งทอเป็นสิ่งที่
นักลงทุนสนใจแต่ปัจจุบัน คนไทยสนใจไปลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน หรือกิจการ
โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเปิดกว้างมาก รวมถึงอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปด้วย

"บังคลาเทศ ปากีสถาน กำลังต้องการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทำให้ทิศทางการเข้าไปลงทุน
ของต่างชาติเริ่มสนใจพลังงานทดแทนมากขึ้น โดยเฉพาะโรงไฟฟ้า ก่อนหน้านั้นธุรกิจไฟฟ้า
ขนาดใหญ่ได้ไปลงทุนยังประเทศเพื่อนบ้านอยู่พอสมควรแล้วโดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังน้ำ แต่ขณะนี้
เทรนด์เริ่มมายังธุรกิจพลังงานทดแทนที่บูมสุดโดยเป็นการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์
(โซลาร์เซลล์) เป็นส่วนใหญ่ และธุรกิจอีกประเภทที่มาแรงคือเกษตรแปรรูปเนื่องจากประเทศเพื่อนบ้าน
และเอเชียใต้เองก็มีพืชผลทางการเกษตรพอสมควร ซึ่งก็เป็นโอกาสของธุรกิจไทยที่มีศักยภาพ
ในการแปรรูปที่จะเข้าไปลงทุนได้" น.ส.รัตนวิมลกล่าว

ทั้งนี้บทบาทการส่งเสริมการลงทุนไทยไปลงทุนต่างประเทศของบีโอไอ จะเป็นการให้ข้อมูล
แบบครบวงจร โดยมีศูนย์พัฒนาการลงทุนไทยในต่างประเทศหรือ TOISC เพื่อจัดอบรมหลักสูตร
นักลงทุนไทย ซึ่งปัจจุบันมีการอบรมแล้ว 17 รุ่น มีผู้ผ่านการอบรมจำนวน 609 ราย ซึ่งจากการสำรวจ
สถานภาพของนักลงทุนที่ผ่านการอบรมหลักสูตร "สร้างนักลงทุนไทยในต่างประเทศ"รุ่นที่ 1-15
มีจำนวนผู้จบหลักสูตรทั้งสิ้น556 รายพบว่าจำนวนนักลงทุน 245 รายมีการประกอบธุรกิจ
ในต่างประเทศแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในภาคการผลิตได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์พลาสติก
เสื้อผ้า ชิ้นส่วนยานยนต์และเครื่องจักรอุตสาหกรรมคิดเป็นสัดส่วนรวม 55.9% รองลงมาเป็นธุรกิจ
ขายส่งและขายปลีก สัดส่วน 13.9% ธุรกิจก่อสร้าง 5.7% โลจิสติกส์ 5.3% ธุรกิจพลังงาน 4.5 %
โดยประเทศที่ไทยไปลงทุนมากสุดคือ เมียนมา เวียดนาม กัมพูชาและอินโดนีเซีย

สำหรับปี 2563 มีเป้าหมายจัดอบรมผู้ประกอบการ 50 ราย เตรียมเปิดช่วงเดือนมี.ค. 2563 โดยที่ผ่านมา
เป็นที่สังเกตว่ระยะหลังผู้ที่เข้ามาอบรมจะเป็นเด็กรุ่นใหม่มากขึ้น มีบุคลิกที่เป็นคนคิดเร็วและด้วย
เทคโนโลยีที่มีการพัฒนามากขึ้นกว่าในอดีต น.ส.รัตนวิมล กล่าวถึง ปัจจัยค่าแรงขั้นต่ำของไทย
ที่ปรับขึ้น 5-6 บาทต่อวันไม่ใช่ปัจจัยหลักในการผลักดันให้การลงทุนไทยไปต่างประเทศ แต่เหตุผล
สำคัญ คือ ธุรกิจที่ยังต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ดังนั้น การจะมีฐานการผลิตในไทยคงไม่ใช่คำตอบแล้ว
เพราะไทยจะต้องยกระดับไปสู่อุตสาหกรรมที่เน้นใช้นวัตกรรม ขณะที่ค่าเงินบาทที่แข็งค่าก็อาจจะมีส่วน
ผลักดันให้การลงทุนไปต่างประเทศได้แต่ก็คงไม่ใช่เหตุผลทั้งหมดเพราะการลงทุนจะต้องมองระยะยาว
ขณะที่ค่าเงินบาทอาจเป็นเรื่องระยะสั้น

ขอขอบคุณข่าวจาก
https://www.posttoday.com/economy/news/610534#cxrecs_s

แก้ไขล่าสุด ( วันอังคารที่ 07 มกราคม 2020 เวลา 07:37 น. )