นายสุรงค์ บูลกุล ประธานคณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) เปิดเผยภายหลัง
ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ที่มีการหารือร่วมกับตัวแทนจากบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ
จำกัด (มหาชน) (บีอีเอ็ม) กรณีการเจรจาแนวทางยุติข้อพิพาททางด่วน โดยระบุว่า ภายหลังการหารือ
วานนี้ (6 ม.ค.) ทางบีอีเอ็มยอมรับทุกเงื่อนไข ที่ทางกระทรวงคมนาคมได้เสนอไว้ คือแนวทางยุติ
ข้อพิพาทรวม 17 คดี มูลค่าข้อพิพาท 58,873 ล้านบาท เพื่อแลกกับการต่ออายุสัมปทานทางด่วน
3 สัญญาไปอีก 15 ปี 8 เดือน หมดอายุวันที่ 31 ต.ค.2578

ซึ่งเงื่อนไขของการเจรจาครั้งนี้ จะเป็นเพียงการยุติข้อพิพาท โดยไม่มีเงื่อนไขของการก่อสร้างทางด่วน
ชั้นที่ 2 (Double Deck) รวมทั้งทางบีอีเอ็ม ยังยอมรับเงื่อนไขการปรับขึ้นค่าผ่านทาง ที่กำหนดให้
ปรับขึ้นค่าผ่านทางทุกปี ปีละ 1 บาท โดยจะสามารถปรับขึ้นได้ในปีที่ 10 ดังนั้นตลอดอายุสัญญา
15 ปี 8 เดือน จะมีการปรับขึ้นค่าผ่านทาง 1 ครั้ง ในอัตรา 10 บาท ช่วงปี 2573 และบีอีเอ็มยังยอมรับ
ในข้อเสนอของกระทรวงคมนาคม ที่ขอความร่วมมือให้ยกเลิกจัดเก็บค่าผ่านทางในวันหยุดตามประกาศ
ของสำนักนายกรัฐมนตรี

สำหรับแนวทางการดำเนินการหลังจากนี้ กทพ.จะต้องทำงานคู่ขนาน คือ 1. เสนอเรื่องให้
คณะกรรมการกำกับตามมาตรา 43 ที่มีนายชยธรรม์ พรหมศร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบาย
และแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เป็นประธาน เพื่อพิจารณาเห็นชอบการแก้ไขสัญญา โดยเบื้องต้น
คาดว่าจะเสนอให้พิจารณาภายในสัปดาห์นี้ และ 2. เสนอสัญญาส่วนเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาท
ให้อัยการสุงสุดพิจารณา หากทั้งสองส่วนเห็นชอบจึงจะเสนอเรื่องกลับมายังกระทรวงคมนาคม
เพื่อเตรียมนำเข้าที่ประชุม ครม.พิจารณา ซึ่งคาดว่าจะเสนอ ครม.ได้ภายในเดือน ม.ค.นี้

นายสุรงค์ ยังกล่าวอีกว่า หลังจากการหารือในครั้งนี้ ฝ่ายบริหารของ กทพ.จะต้องกลับไปทำความเข้าใจ
กับพนักงานส่วนที่ยังไม่เข้าใจแนวทางยุติข้อพิพาท ซึ่งภายหลังจากการหารือร่วมกับตัวแทนของสหภาพ
การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) มาก่อนหน้านี้ ตนรับทราบว่าสหภาพฯ เป็นห่วงองค์กร และได้ฝาก
ให้บอร์ดทำงานอย่างโปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อประโยชน์ของ กทพ. โดยตนยืนยันว่าหลักการทำงาน
ของบอร์ดจะทำให้ดีที่สุด

สำหรับกรณีของรายละเอียดสัญญาที่จะทำร่วมกับบีอีเอ็มครั้งนี้ มีการระบุในข้อที่ 21 ว่าด้วยเรื่องของ
การต่อสัญญาสัมปทาน โดยให้สิทธิคู่สัญญาเดิม คือบีอีเอ็มก่อนนั้น ตนยืนยันว่าข้อกำหนดดังกล่าว
ระบุไว้ว่า เอกชนรายเดิมมีสิทธิได้รับการขยายสัมปทาน 2 ครั้ง ครั้งละ 10 ปี แต่จะต้องมีการเจรจาอีก
ไม่ใช่การต่อสัญญาโดยอัตโนมัติ รวมทั้งจะต้องมีการเจรจาภายใต้เงื่อนไขใหม่ จึงไม่ใช่การเอื้อประโยชน์
ในการรับสิทธิต่อสัญญาแน่นอน

ส่วนกรณีของการแปลงภาระหนี้สินทางบัญชีที่เกิดขึ้นจากข้อพิพาท 4.3 พันล้านบาท หลังจากนี้
กทพ.จะต้องไปหารือในรายละเอียดร่วมกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. เพื่อบันทึก
จากรายจ่ายให้กลับไปเป็นรายได้แทน

ทั้งนี้ รายละเอียดของการขยายอายุสัมปทานทางด่วน จะมีการขยายระยะเวลาสูงสุดอยู่ที่ 15 ปี 8 เดือน
แบ่งออกเป็น 3 สัญญา ประกอบไปด้วย 1. ต่อสัญญาทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน AB และ C เป็นระยะเวลา
15 ปี 8 เดือน จากเดิมจะหมดอายุสัญญาในวันที่ 29 ก.พ.2563 ขยายออกไปหมดอายุสัญญา
ในวันที่ 31 ต.ค.2578 2.ต่อสัญญาทางด่วนขั้นที่ 2 ส่วน D เป็นระยะเวลา 8 ปี 6 เดือน จากเดิม
หมดอายุสัญญา 22 เม.ย.2570 ขยายออกไปเป็น 31 ต.ค.2578 และ 3.ต่อสัญญาทางด่วน
บางปะอิน – ปากเกร็ด หรือส่วน C+ เป็นระยะเวลา 9 ปี 1 เดือน จากเดิมหมดอายุสัญญา 27 ก.ย. 2569
ขยายเป็น 31 ต.ค.2578

ขอบคุณข่าวจาก
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/860921?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=economic

แก้ไขล่าสุด ( วันอังคารที่ 07 มกราคม 2020 เวลา 07:45 น. )