รายงานพิเศษ - อัดเม็ดเงินเหยียบคันเร่งโค้งท้าย เอกชนขานรับ-ดันศก.ปลายปี โค้งสุดท้ายปี 2564

ภายใต้ความอึมครึมของสถานการณ์โควิด-19 ทำให้รัฐบาล โดยกระทรวงการคลัง ต้องออกแรงเหยียบคันเร่งเศรษฐกิจให้เข้าเป้าหมายการเติบโตที่ 1.3%ภายใต้พ.ร.ก.กู้เงินในสถานการณ์ โควิดรอบใหม่อีก 5 แสนล้าน-
บาทกับส่วนที่เหลือจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ยังคงมี เม็ดเงินเพียงพอ ที่จะมาใช้ปลุกการบริโภคกระตุกเศรษฐ-กิจ ไม่ให้ซึมเซากว่าที่เป็นอยู่ คณะรัฐมนตรี (ครม.)

เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา เห็นชอบตามมติคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ภายใต้ให้อำนาจกระทรวง-
การคลังกู้เงินฯ ที่อนุมัติเพิ่มวงเงินสนับสนุนในโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน เป็นกระสุนกระตุ้นเศรษฐกิจ
นัดสุดท้ายช่วงไตรมาส 4/2564 ประกอบด้วย

1.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มี บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 เพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าราคา
ประหยัดพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น (ร้านธงฟ้าฯ) และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่
เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพิ่มเติม จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน ตั้งแต่เดือนพ.ย.-ธ.ค.2564
รวม 600 บาทต่อคน ให้แก่ผู้มีบัตรฯ เมื่อรวมกับวงเงินที่ได้อยู่เดิม 200 บาทต่อเดือน จะรวมเป็นวงเงินทั้งสิ้น
500 บาทต่อคนต่อเดือน

2.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าฯ
และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งระยะที่ 3 เพิ่มเติม
จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน รวม 600 บาทต่อคน

3.โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพิ่มเติมวงเงินสนับสนุนรัฐร่วมจ่าย รอบที่ 3 จำนวน 1,500 บาทต่อคน ในเดือน
พ.ย.-ธ.ค. 2564 โดยนำไปรวมกับวงเงินคงเหลือจากรอบที่ 1 และ 2 ของโครงการคนละครึ่ง และ 4.โครงการ
ยิ่งใช้ยิ่งได้ เพิ่มวงเงินสนับสนุนบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Voucher) ของรัฐ จำนวน 3,000 บาทต่อคน ตั้งแต่
วันที่ 1-30 พ.ย. 2564 ฯลฯ

การอัดเงินรอบใหม่ช่วงสิ้นปีอีกกว่า 5 หมื่นล้านบาท ทำให้ภาคเอกชน หรือธุรกิจต่างๆ ชูมือสนับสนุนเต็มที่
เพราะเชื่อว่าช่วยดันการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วง 2 เดือนสุดท้าย ที่ปกติเป็นฤดูขายอยู่แล้ว นายสนั่น
อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยมองว่ามาตรการดังกล่าว
บรรเทาผล กระทบจากค่าครองชีพ และยังช่วยกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนทำให้มีเม็ดเงินหมุน
เวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้นประมาณ 95,000 ล้านบาท ส่งผลให้ประมาณการเศรษฐกิจ ของประเทศไทย
ในปี 2564 นี้ เพิ่มเป็น 1.0-1.5%

“ช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปี เป็นช่วงที่ประชาชนใช้จ่ายกันมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเดินทางท่องเที่ยว หรือ การ
ซื้อของขวัญปีใหม่ แต่ด้วยสถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา และยังถูกซ้ำเติมด้วยปัญหาอุทกภัย ในหลายจังหวัด ทำให้เงินในระบบเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาหมุนเวียนช้า”มาตรการของภาครัฐที่ออกมาดังกล่าว จึงถือเป็นเรื่องที่ดี และเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพ ได้ส่วนหนึ่ง และหลังจากน้ำท่วม จะต้องมีการก่อสร้าง การจับจ่ายใช้สอยเพื่อฟื้นฟูความเสียหาย ส่วนนี้ก็จะช่วย แบ่งเบาภาระของประชาชนได้หอการค้าไทยประเมินว่า ผลลัพธ์จากมาตรการต่างๆ นี้ จะเกิดการหมุนเวียนของ เม็ดเงินและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น การใช้จ่ายของประชาชนใน 2 เดือนสุดท้ายนี้ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญ ตัวหนึ่งในการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ นอกเหนือจากเม็ดเงินที่จะได้จากการท่องเที่ยวจากนักท่อง เที่ยวต่างชาติ เพราะแม้ว่าจะเริ่มเปิดเมืองในเดือนพ.ย.นี้ แต่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังไม่ได้เข้ามาทันทีทันใด ดังนั้น การบริโภคและการเดินทางภายในประเทศจึงเป็นตัวเร่งการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สำคัญ

ขอขอบคุณข่าวจาก
https://www.khaosod.co.th/economics/news_6691751

แก้ไขล่าสุด ( วันจันทร์ที่ 25 ตุลาคม 2021 เวลา 03:40 น. )