ยืนยันเศรษฐกิจไทยเริ่ม “ฟื้น” เป็นห่วง “บุญมี” แต่ “กรรมบัง”

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ คุณดนุชา พิชยนันท์ แถลงกับผู้สื่อข่าวว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวม
ในประเทศ หรือจีดีพี ในไตรมาส 3 ของปีนี้ที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆเมื่อเดือนกันยายนนั้น ปรับตัว ลงไปเล็กน้อย
อยู่ที่ประมาณ 0.3% เหตุเพราะเป็นช่วงที่การระบาดของโควิด-19 ทวีความรุนแรงมากขึ้นจนรัฐต้องยกระดับ
มาตรการควบคุมขึ้น ส่งผลให้ประชาชนต้อง หันมาระมัดระวังพฤติกรรมการใช้จ่าย และหยุดการเดินทางต่างๆ
ชั่วขณะต่างกับไตรมาสที่ 2 หรือก่อนหน้านี้ที่เศรษฐกิจไทยเริ่มขยายตัวอย่างเห็นได้ชัดถึงประมาณร้อยละ 7.6
แต่จากการที่สถานการณ์ด้านการระบาดเริ่มคลี่คลายลง และการฉีดวัคซีนของประเทศไทยเป็นไปตามเป้า
หมายรวมทั้งการฟื้นตัวอย่างช้าๆ ของภาคท่องเที่ยวและภาคการผลิตตลอดจนการส่งออก ทำให้คาดได้ว่า
ตัวเลขในไตรมาส 4 จะดีขึ้น

ทำให้เศรษฐกิจไทยของปี 2564 หรือปีนี้เฉลี่ยแล้วน่าจะขยายตัวได้ประมาณ 1.2 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นก็จะไปเริ่ม
แรงขึ้นในปีหน้า 2565 ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจไทยอาจขยายได้ถึงร้อยละ 3.5 หรือ 4.5 เลยทีเดียว “ผมเห็นด้วยกับ
ท่านเลขาธิการสภาพัฒน์ครับ เพราะเท่าที่ติดตามดูสถานการณ์เศรษฐกิจโลกจากข่าวต่างประเทศทุกสำนัก
ล้วนเชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจโลกในปีหน้าจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นแน่นอน”โดยเฉพาะ 2 ขาใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐฯและจีน
มีสัญญาณบ่งชัดว่าเริ่มฟื้นขึ้นแล้ว...น่าจะมีผลในการช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศอื่นๆฟื้นตัวตามไปด้วย แต่
บรรดานักเศรษฐศาสตร์ดังๆของต่างประเทศเขาก็ฝากเงื่อนไขและความห่วงใยเอาไว้ด้วยเช่นกัน...โดยเฉพาะเงื่อนไขแรก ซึ่งสำคัญที่สุดคือการระบาดของโควิด-19 จะต้องคลี่คลายลงมากกว่านี้ และการฉีดวัคซีนก็ควร
จะเป็นไปอย่างครอบคลุมและทั่วถึงมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยากจน ซึ่งยังมีช่องว่างอยู่มาก

ขณะเดียวกัน เขาก็ห่วงเรื่องเงินเฟ้อ ซึ่งสูงมากในหลายประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และปัญหาเรื่องราคาน้ำมัน
ที่แพงเกินเหตุ จะเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการสูงขึ้นอีกเรื่องหนึ่งที่เขา
ค่อนข้างเป็นห่วงก็คือ การขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งเริ่มมาจากการทำสงครามการค้าในยุคประธานาธิบดีทรัมป์ แล้วบานปลายเป็น “สงคราม” ที่ดูจะใกล้ “สงครามเย็น” เข้าไปทุกขณะในยุคประธานาธิบดี ไบเดน อาจ
มีผลกระทบไม่มากก็น้อยต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก

“ผมติดตามอ่านที่เขาวิเคราะห์เศรษฐกิจโลกแล้วมาเปรียบเทียบกับบ้านเรา ก็พบว่ามีทิศทางและสาเหตุของ
การฟื้นตัวไปจนถึงสิ่งที่จะเป็น อุปสรรคของการฟื้นตัวที่คล้ายคลึงกันเรากำลังค่อยๆฟื้นตัวแน่นอนเห็นได้จาก
ข้อมูลของสภาพัฒน์ แต่การขยายตัวของเราก็ขึ้นอยู่กับเจ้า “โควิด-19” เช่นเดียวกันว่าจะคลี่คลายลงมากน้อย
แค่ไหนในปีหน้า เรื่องเงินเฟ้อเป็นปัญหาระดับโลกเพราะราคาน้ำมันเป็นเหตุใหญ่เหตุหนึ่ง และเชื่อว่าเราเองก็
จะเจอผลกระทบโดยตรง ที่ผมห่วงเหลือเกินคือประเด็น “การเมือง” ในบ้านเรา โดยเฉพาะ

การขัดแย้งทางความคิดอย่างใหญ่หลวงที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งนอกจากจะไม่บางเบาลงแล้วกลับจะรุนแรง
ขึ้นไปอีกด้วยซ้ำ ผมเคยเขียนไว้แล้วว่าประเทศไทยเหมือน “มีบุญ” แต่ “กรรมบัง” ...ทำให้ได้รับผลบุญต่างๆ
ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยมาโดยตลอด เพราะด้วยศักยภาพของคนไทยและทรัพยากรอันทรงคุณค่าของประเทศไทย
ในทุกๆด้าน รวมทั้งการท่องเที่ยวที่มาแรงมากในช่วงหลังๆ...ประเทศไทยของเราควรไปถึง “ประเทศรายได้
ขั้นสูง” ระดับล่างๆนานแล้ว...ไม่ควรย่ำเท้าเป็น “ประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูง” อย่างทุกวันนี้หรอก แต่นี่พอ
จะดีจะดี...อ้าวทะเลาะกันเสียแล้ว มีเรื่องขัดแย้งวุ่นวายเสียแล้ว ก็ต้องหยุดตั้งต้นกันใหม่ไม่ไหลลื่นอย่างที่ควร
จะเป็นเมื่อ4-5 ปีที่ผ่านมานี่เองเราเพิ่งจะฝันว่าจะไป 4.0 จะก้าวข้ามไปเป็นประเทศรายได้สูงขั้นแรกๆ...ดูท่าที
คึกคักมากเหมือนจะไปได้สำเร็จเจอทั้งโควิด-19 และความขัดแย้งทางความคิดใหญ่หลวงแบบนี้เข้า...หยุดกึก
ไปเลย...จะไม่ให้คิดซะว่าประเทศไทยของเราอยู่ในข่าย “บุญมี” แต่ “กรรมบัง” ได้อย่างไรล่ะครับ.

ขอขอบคุณข่าวจาก https://www.thairath.co.th/business/feature/2242953

แก้ไขล่าสุด ( วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน 2021 เวลา 08:23 น. )