อุตสาหกรรม 'น้ำมันปาล์ม' ความท้าทายสู่การปรับตัว

ประเทศไทยมีผลผลิตน้ำมันปาล์มสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก แต่คิดเป็นสัดส่วนเพียง 3.9% จึงทำให้
ไม่มีอำนาจหรือบทบาทที่จะกำหนดทิศทางราคาเหมือนอินโดนีเซียและมาเลเซีย ประกอบกับ
ศักยภาพการผลิตน้ำมันปาล์มดิบของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ จึงนับเป็นข้อจำกัดด้านการแข่งขัน
ในตลาดโลกผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบประมาณ 75% จึงใช้บริโภคในประเทศเป็นหลัก

สำหรับการบริโภคน้ำมันปาล์มดิบในประเทศแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่างๆ
คิดเป็นสัดส่วน 68% ของปริมาณน้ำมันปาล์มดิบในประเทศ ได้แก่ อุตสาหกรรมไบโอดีเซลหรือ B100
เพื่อนำไปผสมเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ โดยทางการจะปรับอัตราส่วนผสม B100 ในน้ำมัน
ดีเซลให้สอดคล้องกับผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบแต่ละช่วงเวลา (เช่น ปี 2558 มีการปรับลดจาก B7เป็น B3.5
เนื่องจากปริมาณน้ำมันปาล์มดิบมีน้อย และปี 2562 ปรับเพิ่มจาก B7 เป็น B10 จากภาวะ
อุปทานส่วนเกินของน้ำมันปาล์มดิบที่ค่อนข้างสูง)

อุตสาหกรรมอาหาร (สัดส่วน 16%) อาทิ ขนมขบเคี้ยว บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นมข้นหวาน ครีมเทียมมาการีน
เนยขาว ไอศกรีม รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหาร เสริมสุขภาพประเภทวิตามิน และอุตสาหกรรม
เคมีภัณฑ์และอุตสาหกรรม Oleochemicals (สัดส่วนรวมกัน 3%) เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าอื่นๆ เช่นสบู่
เครื่องสำอาง และแชมพู เป็นต้น

และ 2.ใช้กลั่นเป็นน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแปรรูป น้ำมันปาล์มขั้นปลาย คิดเป็น
สัดส่วน32% ของปริมาณน้ำมันปาล์มดิบในประเทศ (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2561)

ทั้งนี้ เมื่อมองไปข้างหน้ายังมีความเป็นไปได้สูงว่าสต็อกน้ำมันปาล์มดิบสะสมในประเทศจะอยู่ใน
ระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับสต็อกน้ำมันปาล์มดิบโลก ขณะที่ความต้องการใช้
ยังเติบโตไม่มากพอจะดูดซับอุปทานส่วนเกิน ส่งผลให้ราคาน้ำมันปาล์มดิบในประเทศปี 2563-2565
จะทรงตัวที่ระดับต่ำในทิศทางเดียวกับราคาในตลาดโลกเฉลี่ยที่กิโลกรัมละ 15-17 บาท

ในระยะต่อไป อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทยยังเผชิญปัจจัยท้าทายหลายด้าน อาทิ การอนุรักษ์
สิ่งแวดล้อมในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะสหภาพยุโรป (หนึ่งในผู้บริโภคน้ำมันปาล์มหลัก
ของโลก) ที่ดำเนินมาตรการอย่างจริงจัง โดยกำหนดให้ประเทศสมาชิกลดการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ
ที่ผลิตจากพืช (ซึ่งรวมถึงปาล์มน้ำมัน) ที่ปลูกในพื้นที่ที่มีคาร์บอนสูงจนเป็น “ศูนย์” ในปี 2573
ส่งผลให้เกิดกระแส “Zero Palm Oil” ในภาคขนส่งของยุโรป

และการให้ความสำคัญกับสุขภาพยังทำให้เกิดกระแส “Palm Oil Free” ในสินค้าอาหารต่างๆ
ในยุโรปเนื่องจากน้ำมันปาล์มถูกมองว่าเป็นแหล่งไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat) และมีสารก่อมะเร็ง
ในปริมาณมากเมื่อเทียบกับพืชน้ำมันอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีการใช้มาตรการกีดกันจากประเทศผู้นำเข้า
รายใหญ่โดยเฉพาะอินเดีย ตลอดจนแนวโน้มการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะทำให้ความต้องการใช้
ไบโอดีเซลลดลง

นอกจากนี้ประสิทธิภาพของการดำเนินงานตาม “แผนปฏิรูปปาล์มน้ำมัน และน้ำมันปาล์มทั้งระบบ
ปี 2560-2579” จะเป็นอีกจุดเปลี่ยนที่จะชี้อนาคตของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มของไทย

ขอบคุณข่าวจาก
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/887390?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=economic

แก้ไขล่าสุด ( วันศุกร์ที่ 03 กรกฏาคม 2020 เวลา 03:10 น. )